LKP

Linkin Park รู้จักพวกเขาดีหรือยัง ?


Linkin Park

วงดนตรีอะกูราฮิลลส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย แนวเพลง “นูเมทัล” (Nu-Metal) กับบทเพลงที่น่าสนใจ เต็มไปด้วยพลัง ความหลากหลายทางดนตรี เมทัล/ ฮิปฮอป/ อีเลคโทรนิค/ อินดัสเตรียล/ แต่ยังคงมีกลิ่นไอของแนวฮิปฮอป & ป็อป ผสมอยู่ด้วย เรามาทำความรู้จักพวกเขากัน ^_^

 ประวัติวงดนตรี Linkin Park

          ไมค์ ชิโนดะ ได้ชมคอนเสิร์ตของวง แอนแทร็กซ์ (Anthrax) และพับลิก อีเนมี่ (Public Enemy) ช่วง พ.ศ. 2532 ถึง 2533 และการแสดงในช่วงที่แฟนเพลงเรียกร้องให้ขึ้นเวทีอีกครั้ง หรือช่วงอังกอร์ ของคอนเสิร์ตในครั้งนั้น ทั้ง 2 วง ลุกขึ้นมาแสดงดนตรีร่วมกันในบทเพลง บริงก์ ดา น้อยซ์ (Bring Da Noise) ซึ่งเป็นการจุดประกายให้ ไมค์ ชิโนดะ อยากทำเพลงในทิศทาง หรือแนวนี้ขึ้นมา

          Linkin Park เริ่มต้นจาก ไมค์ ชิโนดะ หนุ่มน้อยผู้คลั่งไคล้วัฒนธรรมดนตรีฮิปฮอป กับ แบรด เดลสัน (Brad Delson) มือกีต้าสมัครเล่น ทั้ง 2 คนเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่สมัยเรียนอยู่เกรด 7 (ประมาณ 13 ปี) โดยช่วงแรก ไมค์ รับหน้าที่ทำ Beat ให้วงฮิปฮอป จากนั้นจึงได้พบกับ ร็อบ บอร์ดอน (Rob Bourdon) มือกลอง ที่โรงเรียนใกล้ๆ กัน ในแถบซาน เฟอร์นานโด แวลลีย์ (San Fernando Valley) ส่วน โจ ฮาห์น (Joseph Hahn) เขาเป็น DJ และเป็นผู้ที่รู้จักกับ ไมค์ ชิโนดะ ตอนศึกษาที่ อาร์ต เซ็นเตอร์ คอลเลจ (Art Center College) ในพาซาดีนา (Pasadena Art school) ต่อมาก็ตามมาเป็นหนึ่งในสมาชิกวง และร่วมตั้งวงดนตรีชื่อ ซีโร่ (Xero) ใน พ.ศ. 2539 จุดมุ่งหมายของเขาคือเพื่อเปิดการแสดงเล็กๆ สร้างความครื้นเครง และมันส์อย่างสุดๆ ในงานเลี้ยงสังสรรค์ที่บ้านเพื่อน

          เมื่อ ซีโร่ (Xero) ได้มีโอกาสได้ไปแสดงดนตรีที่ วิสกี้ อะโกโก้ (Whisky A Go-Go ) คลับดังของแอลเอ และด้วยฝีมือการแสดงอันโดดเด่น จึงเป็นที่ถูกใจ เจฟฟ์ บลู (Jeff Blue) แห่ง ซอมบ้า มิวสิก พับลิชชิ่ง (Zomba Music Publishing) และได้เซ็นสัญญาในที่สุด ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์สำคัญและผลักดันให้ ซีโร่ มีโอกาสในวงการดนตรีมากขึ้น เนื่องจาก เจฟฟ์ มีส่วนผลักดันให้ผลงานเพลงตัวอย่างของ ซีโร่ เป็นที่รู้จักของผู้คนในวงการเพลงมากขึ้น

          ต่อมา ซีโร่ ได้เซ็นสัญญากับ วอร์เนอร์บราเธอร์ส (Warner Brothers) อย่างเป็นทางการ ภายหลังจากนั้นไม่นาน เจฟฟ์ ย้ายตามไปทำงานร่วมกันโดยดำรงตำแหน่ง เอ็กเซ็กคิวทีฟ โปรดิวเซอร์ (Executive Producer) ด้วย ขณะนั้น ซีโร่ ต้องการสมาชิกเพิ่มในตำแหน่ง นักร้องนำ เชสเตอร์ เบนนิงตัน (Chester Bennington: second vocal) หนุ่มจากอริโซน่าจึงเข้ามาเป็นสมาชิกคนต่อไปในฐานะนักร้องนำ โดย เชสเตอร์ ได้รับเทปตัวอย่างที่ ซีโร่ทำขึ้นจากสตูดิโอเล็กๆ ในห้องนอนของไมค์ นอกจากนี้ทั้ง เชสเตอร์ และไมค์ รู้จักกันผ่านทางสำนักทนาย ไมเนียท เฟลพส์ แอนด์ เฟลพส์ (Miniet Phelps and Phelps) ที่ทั้งคู่ใช้บริการ เชสเตอร์สนใจที่จะร่วมงานกับ ซีโร่ มาก จนถึงกับแอบหนีงานเลี้ยงฉลองวันเกิดครบรอบ 23 ปีของตนไปอย่างหน้าตาเฉย เพื่อรีบไปบันทึกเสียงร้องของตนลงเทปตัวอย่างกลางดึก

          จากนั้นได้โทรศัพท์เปิดเทปตัวอย่างให้กับทางวงฟัง ซึ่งทุกคนชอบมาก จึงรับ เชสเตอร์ เป็นสมาชิกใหม่ทันที จากนั้นสมาชิก ซีโร่ ทั้งหมดตกลงใจเปลี่ยนชื่อวงเป็น ไฮบริด ธีโอรี่ (Hybrid Theory) แต่บังเอิญไปซ้ำกับชื่อวงดนตรีของศิลปินกลุ่มอื่น จนในที่สุดจำต้องเปลี่ยนชื่อมาเป็นวง ลินคินพาร์ก (Linkin Park) ซึ่งเป็นชื่อที่แผลงตัวสะกดมาจาก ลินคอล์น พาร์ค (Lincoln Park) ซึ่งมีที่มาที่ไปจากการมองการณ์ไกลไปถึงการสร้างเว็บไซต์ประจำวง เนื่องจากมีการจดทะเบียนซื้อขายชื่อโดเมน ลินคอล์นพาร์ค.คอม (lincolnpark.com) ไปเรียบร้อย ก่อนที่ทางวงจะไปขึ้นทะเบียนวงดนตรีของพวกตน และหากยังคงต้องการใช้ชื่อนั้น ก็ต้องเตรียมจ่ายเงินจำนวนมหาศาลแน่นอน นอกจากนี้ในสหรัฐอเมริกามีสวนสาธารณะชื่อ ลินคอล์น พาร์ค (Lincoln Park) อยู่หลายแห่ง ดังนั้นหากไปเปิดการแสดงดนตรีที่ใดก็ตาม จะกลายเป็นเหมือนกับวงดนตรีท้องถิ่นทั่วไป ที่สำคัญคือทุกคนชอบชื่อ ลินคอล์น พาร์ค และยังเป็นสถานที่ที่ เชสเตอร์ ขับรถผ่านภายหลังจากซ้อมดนตรีเสร็จเป็นประจำ ลินคอล์น พาร์ค เป็นสถานที่แห่งหนึ่งของชนชั้นกลาง และ คนจรจัดของเมืองซานต้า โมนิก้า (Santa Monica)

          ต่อมา ลินคินพาร์ก ได้ร่วมงานกับ โปรดิวเซอร์ชื่อดังอย่าง ดอน กิลมอร์ (Don Gilmore) ผู้เคยร่วมงานกับศิลปินชื่อดังมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เพิร์ล แจม (Pearl Jam ), เอเพ็กซ์ ธีโอรี่ (Apex Theory), ชูการ์ เรย์ (Sugar Ray)

ประวัติสมาชิกวง ลินคินพาร์ก

Chester Charles Bennington
เกิด : 20 มีนาคม 1976
บ้านเกิด Phoenix,Arizona ประเทศอเมริกา
ตำแหน่ง : นักร้อง
ด้านดนตรี : นักร้อง / กีต้าร์ / คีย์บอร์ด
แรงบันดาลใจ : Depeche Mode และ Stone Temple Pilots

ประวัติ

1.มีความสนใจทางด้านดนตรีตั้งแต่เด็กๆ
2.พ่อแม่แยกทางกันในช่วงปลายปี 1980
3.เคยโดนทารุณกรรมทางเพศสมัยวัยรุ่น    
4.เคยติดยาเสพติด โคเคน และ methamphetamine แต่ในที่สุดเขาก็เลิกเสพยาพวกนี้จนได้
5.เคยทำงานที่ Burger King ก่อนมาเป็นนักร้องมืออาชีพ

Mike Kenji Shinoda
เกิด : 11 กุมภาพันธ์ 1977
เชื้อสาย : ญี่ปุ่น-อเมริกัน
บ้านเกิด : Agoura Hills, California ประเทศ อเมริกา
อาชีพ : นักดนตรี / แร็พเปอร์ (คนร้อง Rap) / ด้านการบันทึกเสียง / กราฟฟิกดีไซเนอร์
ด้านดนตรี : นักร้อง / Rap / คีย์บอร์ด / กีต้าร์

ประวัติ

1.สนใจดนตรีในช่วงมัธยม
2.เริ่มเล่นเครื่องดนตรีหลากชนิดโดยสนใจ เปียโนที่สุด แถมยังเรียนเปียโนเป็นเรื่องเป็นราวด้วย โดยเรียนด้าน คลาสสิคเปียโน รวมทั้งเทคนนิคต่างๆในการเล่นคลาสสิคเปียโน
3.ก่อนจะหันมาสนใจด้าน Jazz และ Hiphop แล้วก็หันมาสนใจเล่นกีต้าร์บ้าง
4.หลังจบม.ปลาย Shinoda ศึกษาต่อที่  Art Center College of Design เพื่อเรียนด้านกราฟฟิกดีไซน์โดยเฉพาะ
5.ได้พบ DJ ผู้มีนามว่า Joseph Hahn ที่ Art Center College of Design นั่นแหละ
6.เรียนจบก็ทำงานด้านกราฟฟิกดีไซเนอร์ ควบคู่ไปกับการทำวง
7.เป็นคนออกแบบโลโก้ต่างๆของวง Linkin Park คู่กับ Hahn

Robert Gregory Bourdon
เกิด : 20 มกราคม 1979
อาชีพ : นักดนตรี
ด้านดนตรี : กลอง / เปียโน
บ้านเกิด : Calabasas, California ประเทศอเมริกา

ประวัติ
1.เกิดและโตในครอบครัวชาวยิว
2.เติบโตมาพร้อมกับวง Incubas
3.เริ่มสนใจเล่นกลองหลังดูคอนเสิร์ตของ Aerosmith
4.แม่ของ Rob เป็นแฟนของ Joey Kramer มือกลองวง Aerosmith

Bradford Phillip Delson
ฉายา : Big Bad Brad , BBB
เกิด : 1 ธันวาคม 1977
บ้านเกิด : แคลิฟอร์เนีย ประเทศอเมริกา
อาชีพปัจจุบัน : นักดนตรี / A&R Person
ด้านดนตรี : กีต้าร์ / เบส / คีย์บอร์ด

ประวัติ
1.รู้จักและสนิทกับ Mike Shinoda ตั้งแต่มัธยมต้น
2.เรียนต่อที่ ULCA ด้วยทุนผู้ที่ทำงานช่วยเหลือด้านราชการ
3.จบปริญญาตรีด้านนิเทศน์ สาขาธุรกืจ/โฆษณา ประชาสัมพันธ์
4.ยกเลิกการเรียนต่อด้านกฏหมายเพื่อทุ่มเทกับวง Linkin Park
5.ก่อนมาเล่นกลองให้ Linkin Park แบรดเล่นทรัมเป็ตมาก่อน
6.ชอบใส่หูฟังอันใหญ่ๆในคอนเสิร์ต จนเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาคนดู
7.ชอบทำอะไรแปลกแหวกแนวชาวบ้านเขา ช่วงที่เรียนอยู่เคยย้อมผมหลากสี ปัจจุบันนี้ก็มาไว้ทรงแอฟโฟร

David Michael Farrell
ฉายา : Phoenix (ฟินิกซ์)
เกิด : 8 กุมภาพันธ์ 1977
บ้านเกิด :  Plymouth, Massachusetts แต่ย้ายไปแคลิฟอร์เนีย
อาชีพ : นักดนตรี / ด้านการบันทึกเสียง
เครื่องดนตรี : เบส / กีต้าร์ไฟฟ้า / เชลโล่ / ไวโอลิน

ประวัติ
1.ย้ายไปแคลิฟอร์เนียตอนอายุ 5 ขวบ
2.จบมหาลัยจาก  University of California, Los Angeles
3.เคยเป็นสมาชิกวงแนว Christian Punk/Ska ชื่อวง Tasty Snax
4.ช่วงอยุ่มหาลัยซ้อมดนตรีกับ Brad Delson ในห้องที่หอพักเสมอ
5.แรงบันดาลใจคือแม่ และ พี่ชาย

Joseph Hahn
ฉายา : Mr.Hahn / Chairman Hahn
เกิด : 15 มีนาคม 1977
บ้านเกิด : แคลิฟอร์เนีย ประเทศอเมริกา
อาชีพ : นักดนตรี / จิตรกร / ผู้กำกับ
ด้านดนตรี : Turntable / คีย์บอร์ด

ประวัติ
1.เข้าร่วมวง Linkin Park หลังพบกับ Mike Shinoda ในโรงเรียนศิลปะ

2.เป็นผู้กำกับ MV ของวงซะส่วนมาก ยกเว้น Faint,One Step Closer,Faint และ Crawling
3. ผู้คนเริ่มติดปากเรียกเขาว่า Mr.Hahn จากเพลง Cure For The Itch
4.เป็นคนRemix เพลง With You ในอัลบั้ม Reanimation โดยได้เปลี่ยนชื่อเพลงเป็น Wth>You

อัลบั้มของวง Linkin Park

Hybrid Theory (ประมาณปี 2000 ถึง 2002) ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2543 ออกผลงานชุดแรกของ ลินคินพาร์ก จะใช้ชื่ออะไรไปไม่ได้นอกจากชื่อที่ยังคาใจทุกคนอยู่ นั่นก็คือ “ไฮบริด ธีโอรี่” [Hybrid Theory] ทุกคนยอมรับว่าคือ วลีที่สรุปจุดมุ่งหมายของวงได้ดีที่สุด และต้องมีการใสวงเล็บเพิ่มลงไปด้วย“ไฮบริด ธีโอรี่” ของวงดนตรีหน้าใหม่วงนี้ ประกอบไปด้วยบทเพลงเยี่ยมยอดมากมาย ที่สามารถทะยานเข้าสู่ ท็อป 20 ของบิลบอร์ด (Billboard Top 20) ได้สัปดาห์แรก บทเพลง วัน สเต็ป โคลสเซอร์ (One Step Closer) โดนใจนักจัดรายการวิทยุทั่วโลกไปเต็มๆ รวมทั้ง ครอวลิ่งก์ (Crawling) และ อิน ดิ เอ็นด์ (In the End) ลินคินพาร์ก ได้รับรางวัล The favor of MTV’s pop-oriented TRL crowd และภายในปี 2544 ออกแสดงทัวร์คอนเสิร์ตทั้งสิ้น 324 คอนเสิร์ต รวมไปถึง การแสดงในเทศกาลดนตรี แฟมิลี่ แวลูส์ (Family Values) อ็อซเฟสท์ (Ozzfest) และ โปรเจกต์ รีโวลูชั่น (Projekt Revolution) ถูกเสนอชื่อเข้าชิง รางวัลแกรมมี่ 3 รางวัล ในสาขาผลงานเพลงร็อกยอดเยี่ยม (Best Rock Album) ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม (Best New Artist) และ การแสดงดนตรีฮาร์ดร็อกยอดเยี่ยม (Best Hard Rock Performance) และคว้า รางวัลสาขาการแสดงดนตรีฮาร์ดร็อกยอดเยี่ยม (Best Hard Rock Performance) ประจำปี 2544 อีกทั้งยังสร้าง สถิติยอดจำหน่ายสูงสุดแห่งปี 2543 ต่อมา พ.ศ. 254 5 “ไฮบริด ธีโอรี่” ทำสถิติยอดจำหน่ายแพล็ทตินั่มกว่า 8 ล้านแผ่น และ สร้างยอดจำหน่ายสูงสุดอันดับ 5 ประจำปี 2545 อีกด้วย

Meteora (ประมาณปี 2002 ถึง 2004) อัลบั้มนี้ใช้เวลานานถึง 18 เดือน ในการเขียนและบันทึกผลงานเต็มชุดที่ 2 ที่ประสบความสำเร็จภายใต้ชื่อ “เมทีโอร่า” (Meteora) อัลบั้ม Meteora ขายได้ 800,000 copies ใน 1 อาทิตย์. ในอัลบั้ม ประกอบด้วย ซิงเกิล “Somewhere I Belong”, “Breaking the Habit”, “Faint”, and “Numb” เมื่อใกล้ขายได้ 3 ล้าน copies ลินคินพาร์กจึงจัด “Project Revolution” หรือเทศกาลดนตรีของ ลินคินพาร์ก

Side projects (ประมาณปี 2004 ถึง 2006) หลังจากที่ประสบความสำเร็จกับ อัลบั้ม “Hybrid Theory” และ “Meteora” เชสเตอร์ได้ร่วมงานกับวงอื่น เช่น “Dead by Sunrise” ส่วนไมค์ได้ร่วมงานกับ Depeche Mode. ในปี 2004 วงลินคินพาร์ก ทำอัลบั้ม “Collision Course” ที่นำเพลงจากอัลบั้มเก่า ร่วมกับ “Jay-Z”

Minutes to Midnight (ประมาณปี 2006 ถึง 2008) ในปี 2006 ลินคินพาร์กได้กลับเข้าสตูดิโออีกครั้ง และเปลี่ยนแนวเพลงอัลบั้ม “Minutes to Midnight” ออกวางขาย วันที่ 15 พฤษภาคม 2007 ชื่ออัลบั้มนั้นได้แนวคิดมาจากนาฬิกาโลกาวินาศซึ่งมาจากนักวิทยาศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยชิคาโก หลังจากสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณูใส่ญี่ปุ่นก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะสิ้นสุดลง อัลบั้มชุดนี้เป็นร่วมกันโปรดิวซ์ระหว่างโปรดิวเซอร์ที่ดังที่สุดแห่งยุค และเจ้าของรางวัล Producer of The Year คนล่าสุดจากเวทีแกรมมี่อย่าง ริค รูบิน และ ไมค์ ชิโนดะ เอ็มซีและมันสมองของลินคินพาร์ก

A Thousand Suns (ประมาณปี 2008 ถึง 2012) วันที่ 18 พฤษภาคม 2009 ออกซิงเกิลใหม่ ในชื่อ “New Divide” เพลงประกอบหนัง “Transformers: Revenge of the Fallen”. วันที่ 19 มการคม 2010 วงลินคินพาร์ก ออกซิงเกิลใหม่ ในชื่อ “Not Alone” เพื่อองค์กร “Music For Relief” ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวใน เฮติ. วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2010 ลินคินพาร์กออกมิวสิควิดีโอของเพลง “Not Alone” ที่หน้าแรกของเว็บ ลินคินพาร์ก วงลินคินพาร์ก ออกเกม “8-Bit Rebellion” ในวันที่ 26 เมษายน 2010 สำหรับ iPod , iPhone และ iPad. ภายในเกมประกอบด้วย เพลง “Blackbirds” จะถูกปลดล็อคเมื่อผู้เล่น เล่นเกมจบ วันที่ 6 มิถุนายน 2010 ลินคินพาร์กเปิดเผยว่าอัลบั้มใหม่ใกล้เสร็จแล้ว. มีการกำหนดการจัดคอนเสิร์ต ครั้งแรกของปี 2010 ที่เยอรมัน วันที่ 8 กรกฎาคม 2010 วงลินคินพาร์ก ประกาศกำหนดวันออก อัลบั้ม “A Thousand Suns” อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 14 กันยายน 2010. นอกจากนั้น วงลินคินพาร์ก ประกาศชื่อเพลง และ กำหนดวันออกซิงเกิลแรก ในวันที่ 2 สิงหาคม 2010 เพลง “The Catalyst”

Living Things (ปัจจุบัน 2012) เป็นสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 5 ของพวกเขา ซึ่ง Producer สำหรับอัลบั้มนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเลยนอกจาก ไมค์ ชิโนดะ และ ริกซ์ รูบิ้น ผู้ที่เคยโปรดิวซ์งานพวกเขามาแล้วใน อัลบั้ม Minutes to Midnight (2007) และ A Thousand Suns (2010) พวกเขายังบอกอีกว่า อัลบั้ม Living Things นี้เป็นการรวมองค์ประกอบทั้งหมดจากทุกอัลบั้มที่เคยทำมาเพื่อสร้างซาวนด์ที่ แปลกใหม่แต่ก็ยังคงความเป็น Linkin Park เหมือนเดิม พวกเขาว่าในที่สุดพวกเขาก็ค้นพบ “พื้นที่ที่พวกเขาคุ้นเคย” ในการผลิตผลงานเพลงออกมาอีกครั้ง
          เชสเตอร์ เบนนิงตัน ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Rolling Stone ขณะที่กำลังทำอัลบั้มว่า”พวกเรากำลังทำอัลบั้มใหม่อยู่และ Linkin Park ตั้งใจไว้ว่าจะทำอัลบั้มใหม่ทุกๆ 18 เดือน ผมคงช็อคถ้ารู้ว่าอัลบั้มใหม่นี้ไม่ได้ออกในปี 2012″ เขายังให้ สัมภาษณ์กับ MTV อีกว่า “พวกเราเริ่มต้นได้สวยงามมาก พวกเรามีทั้งเพลงเจ๋งๆ และไอเดียเจ๋งๆ มากมาย ความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ ไหลเข้ามาในหัวพวกเราไม่หยุดในระยะเวลาสองสามปีที่ผ่านมานี้”
          ไมค์ ชิโนดะ ให้สัมภาษณ์แก่ Complex ว่าพวกเขาใช้เวลาทั้งปีในการทำอัลบั้มและสร้างสรรค์ซาวนด์ต่างๆ อย่างพิถีพิถันและปราณีต เขาบอกว่า “อัลบั้มนี้มันจะไม่เสียความสร้างสรรค์จากงานอัลบั้มใหม่ๆของพวกเขา แต่มันยังได้นำพาให้รู้สึกถึงซาวนด์จากอัลบั้มเก่าๆอย่างทรงพลังอีกด้วยซาวนด์มันค่อนข้างครอบคลุมทั้งหมด ผมรู้สึกว่าพวกเราได้พยายามสร้างสรรค์งานเต็มที่จากประสบการณ์ทั้งหมดที่มีมา และนำมันเข้ามาใส่รวมด้วยกันในเพลงแต่ละเพลงของอัลบั้มนี้ มันยังคงสดใหม่และมีความก้าวหน้าทางความคิด”
           เชสเตอร์ เบนนิงตัน บอกนิตยสาร Kerrang ! ว่า “อัลบั้มใหม่นี้พวกเราได้เอาหลายๆซาวนด์กีต้ามารวมกับซาวนด์อิเลกทรอนิกหนักๆ ให้เพลงรู้สึกหนักแน่นมากกว่าที่จะให้มันออกมาหนักๆ แบบซาวนด์เมทั่ล อัลบั้มนี้ซาววนด์คงจะเป็นที่คุ้นเคยมากกว่าอัลบั้ม A Thousand Suns แน่นอน เนื้อเพลงค่อนข้างจากมีความเป็นส่วนตัวนะในอัลบั้มนี้ พวกเราเขียนเรื่องความสัมพันธ์ มากมาย ซึ่งพวกเราหลีกเลี่ยงที่จะเขียนเรื่องราวการเมืองลงในอัลบั้มนี้”
          เชสเตอร์ เบนนิงตัน และ ไมค์ ชิโนดะ อธิบายให้ Spin ฟังว่า ตอนนี้พวกเขามีทักษะและเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมเพื่อรองรับไอเดียใหม่ๆ ที่ พวกเขาจะสร้างสรรค์ขึ้นมา พวกเขากำลังหาซาวนด์ ที่”ตรงข้าม”กับความเป็น Nu Metal (เหมือนอัลบั้ม Hybrid Theory และMeteora) ซึ่งมันเป็นซาวนด์ ที่บ่งบอกความเป็นพวกเขาจากอัลบั้มแรกๆ ที่ประสบความสำเร็จ แต่พวกเขาบอกว่าเรายังเอาองค์ประกอบจากความเป็น Nu Metal นั้นได้นะ แต่พวกเราต้องนำมาทำให้เป็นบรรยากาศที่แตกต่าง ซึ่งจะทำให้มันไม่ซ้ำซากแ ละเกิดความสดใหม่ เชสเตอร์ เบนนิงตัน บอกทาง Live 105 พวกเรานั้นรวม”ชิ้นส่วนที่ดีที่สุด “จากเพลงต่างๆในทุกอัลบั้มที่เคยทำมา มารวมเข้าใส่ในผลงานชุดใหม่นี้ ไมค์ ชิโนดะ อธิบายให้ทาง NME ฟังว่า งานใหม่ของพวกเขานี้ เขาจะ”หลีกเลี่ยง” ความเป็น Nu Metal เหมือนอัลบั้มแรกๆ แต่อย่างไรก็ตาม พวกเราก็ได้กลับมาที่ “ราก” ของพวกเราจริงๆ มันช่วยให้ความรู้สึกต่างๆหวนคืนมา ซึ่งเราไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานานหลายปีแล้ว และอัลบั้มนี้จะมีความเป็นแร็ปค่อนข้างมากกว่า ถ้าเอาไปเทียบกับสองอัลบั้ม Minutes to Midnight (2007) และ A Thousand Suns (2010) ที่ผ่านมาของพวกเขา ไมค์ ชิโนดะ บอก Musique Mag ว่าอัลบั้มนี้จะทรงพลังมากกว่า และมี”บทเพลง”เป็นศูนย์กลาง ซึ่งจะตรงข้ามกับอัลบั้มที่แล้ว A Thousand Suns ที่มี “คอนเซปท์” ของอัลบั้มเป็นรากฐานในการสร้างสรรค์บทเพลง ทางวงได้รับแรงบันดาลและอิทธิพลมากมายในอัลบั้ม Living Things นี้
          ไมค์ ชิโนดะ บอกทางนิตยสาร Rolling Stone ว่า เพลง “Skin to Bone” และ “Roads Untraveled” จะบรรจุความเป็น folk music ซึ่งพวกเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากผลงานต่างๆ ของ Bob Dylan เพลงลำดับที่ 7 “Victimized” Rolling Stone อธิบายว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่ดุดันที่สุดของพวกเขาในรอบหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากวง punk rock หลายวงเช่น Pennywise และ Dirty Rotten Imbeciles มือเบส เดฟ ฟีนิกซ์ บอกว่าเพลงนี้ให้ความรู้สึกเหมือนรอยร้าวใหญ่ๆรอยหนึ่ง และมันก็ผลักคุณออกไปผ่านรอยร้าวตรงนั้นเพลง “Tinfoil” เป็นเพลงที่คั่นเพลงสุดท้ายไว้ เป็นเพลงที่มีดนตรีอย่างเดียว (instrumental) เหมือนที่พวกเขาเคยทำเมื่อตอนสองอัลบั้มแรก และเพลงลำดับที่ 10 “Until It Breaks” จะมีเสียงร้องของมือกีตาร์ แบรด เดลสัน ด้วย ซึ่งเขาบอกว่าเป็นไอเดียที่ แบรด เดลสัน เสนอเอง…

Tracks List ในอัลบั้ม Living Things
01 Lost In The Echo                02 In My Remains                    03 Burn It Down                     
04 Lies Greed Misery               05 I’ll Be Gone                         06 Castle Of Glass
07 Victimized                           08 Roads Untraveled               09 Skin To Bone                     
10 Until It Breaks                     11 Tinfoil                                  12 Powerless
Bonus Tracks (Deluxe Edition Only)
13 – New Divide (Live)             14 – In The End (Live)              15 – What I’ve Done (Live)

MV ในอัลบั้มใหม่ และเบื้องการทำงานของพวกเขา

Burn it down

Waiting for the End

Living Things Behide

ที่มา : Wikipedia & Google

ดาวน์โหลดภาพ LINKIN PARK ขนาดใหญ่กว่า FULL HD ได้ก่อนใคร
ที่กล่อง Free Download ทางด้านขวาของบล๊อก นะจ๊ะ  ^_^