ตัวการทำยอดศัลยกรรมพุ่ง คือ Facebook / Skype นี่เอง…


ศัลยแพทย์อเมริกันยอมรับ เครือข่ายสังคมอย่างเฟซบุ๊ก (Facebook)

และบริการสนทนาผ่านวิดีโอหรือวิดีโอแชตทั้งสไกป์ (Skype) และเฟซไทม์ (FaceTime) ล้วนมีส่วนกระตุ้นให้อัตราการทำศัลยกรรมของชาวดิจิตอลในยุคนี้มีจำนวนมากขึ้น


       ความจริงที่น่าทึ่งนี้ถูกเปิดเผยโดยคุณหมออดัม สคาฟเนอร์ (Dr. Adam Schaffner) ศัลยแพทย์พลาสติกแห่งนิวยอร์กที่ให้สัมภาษณ์กับสำนัก Mashable ว่าผู้ต้องการทำศัลยกรรมนั้นสังเกตริ้วรอยของตัวเองได้จากสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต มากกว่าการส่องจากกระจกเงาบนโต๊ะเครื่องแป้ง
       หมออดัมเล่าว่า คนไข้ที่ต้องการทำศัลยกรรมหลายคนระบุว่าการส่องกระจกไม่ได้ทำให้สังเกตเห็นริ้วรอย จนกระทั่งได้เห็นภาพตัวเองบนเฟซบุ๊กหรือไอโฟนและไอแพด ขณะเดียวกัน คนไข้จะรู้สึกว่าภาพบนกระจกเงานั้นเป็นการสะท้อนสิ่งที่ตัวเองมองเห็น แต่ภาพบนเครือข่ายสังคมนั้นเป็นสิ่งที่ผู้อื่นมอง
       ที่สำคัญ เครื่องมือตกแต่งภาพอย่าง Photoshop นั้นไม่สามารถช่วยให้ภาพเคลื่อนไหววิดีโอแชตสามารถดูดีขึ้นได้เหมือนในภาพนิ่ง ศัลยกรรมจึงเป็นทางออกที่ทำให้ฝันของนักวิดีโอแชตเป็นความจริง
       ก่อนหน้านี้ ศัลยแพทย์ในเวอร์จิเนียรายหนึ่งตั้งชื่อคอร์สศัลยกรรมแนวใหม่ว่า FaceTime Facelift เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา FaceTime Facelift เป็นคอร์สเสริมความงามที่ออกแบบมาสำหรับคนไข้ที่ต้องการให้ตัวเอง “ขึ้นกล้อง” หรือ more photogenic เมื่อแชตกับผู้คนผ่านโปรแกรมเฟซไทม์ โดยคนไข้กลุ่มนี้จะสามารถสร้างความมั่นใจให้ตัวเองว่าจะดูดีเหมือนภาพนิ่งที่ใช้เป็น Profile pictures บนเฟซบุ๊ก
       คอร์ส FaceTime Facelift จะเน้นการศัลยกรรมลบริ้วรอยบนใบหน้าที่ปรากฏบนวิดีโอแชตชัดเจน ทั้งรอยแผลและริ้วรอย สนนราคาคอร์สละ 10,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 300,000 บาท) ซึ่งเว็บไซต์ข่าว wjla.com รายงานว่าคนไข้ส่วนใหญ่รู้สึกว่าตัวเองดูแก่กว่าวัยบนวิดีโอ และการผ่าตัดทำให้ภาพบนวิดีโอดูอ่อนวัยมากขึ้น

 นอกจาก FaceTime Facelift ที่ถือเป็นศัลยกรรมคอร์สแรกๆที่เกิดขึ้นตามเทรนด์ชาวเครือข่ายสังคมดิจิตอล คุณหมออดัมเองก็เปิดให้บริการศัลยกรรมใหม่ในชื่อ Lifestyle Lift โดยเป็นคอร์สยกกระชับใบหน้าที่การันตีว่าคนไข้จะได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ซึ่งเชื่อว่าคนไข้ที่ต้องการดูดีบนเครือข่ายสังคมและโปรแกรมแชตจะให้ความสนใจกันมากเช่นกัน

       ผู้สนใจวิดีโอของแพทย์เจ้าของคอร์สศัลยกรรมแนวใหม่ “FaceTime Facelift” ได้จากด้านล่าง

 

ที่มา : ผู้จัดการ