FIFA ยอมใช้เทคโนโลยีโกลไลน์ตัดสินบอล


สหพันธ์ ฟุตบอลนานาชาติ FIFA

และคณะกรรมการบริหารสมาคมฟุตบอลนานาชาติ IFAB

ซึ่งมีหน้าที่ออกกฎกติกาการแข่งขันฟุตบอล ได้หารือจนได้ข้อสรุป  ยอมให้เตรียมใช้เทคโนโลยีใหม่ในการตัดสินฟุตบอล หลังพบเหตุการณ์กรรมการตัดสินผิดพลาดอย่างร้ายในกรณีแมทช์ EURO 2012 ระหว่างยูเครนกับอังกฤษ เมื่อเดือนมิถุนายน ลูกยิงแต่ไม่ได้ประตูนี้เกิดขึ้นเมื่อลูกยิงของมาร์โก เดวิช  จากทีมยูเครนได้ข้ามเส้นเข้าประตูไปแล้ว ก่อนที่จอห์น เทอร์รี่ จะเข้าไปเตะลูกออกไป แต่กรรมการไม่ตัดสินให้ทีมยูเครนเป็นลูกได้ประตู ซึ่งเป็นการตัดสินที่ค้านสายตาคนชมบอลจริงๆ ทั้งๆที่มีกรรมการคอยดูบริเวณเส้นประตูแล้วแต่มองไม่ทัน ในขณะที่ภาพช้าในการแข่งขันในวันนั้นได้ถ่ายเห็นว่าลูกบอลนั้นเลยเส้นประตู อย่างชัดเจน

ก่อน หน้านี้ก็มีเหตุการณ์ตัดสินผิดพลาดอย่างร้ายแรงเกี่ยวกับลูกบอลผ่านเส้น ประตูในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งล่าสุด (ปี 2010 ที่แอฟริกาใต้) คู่ระหว่างเยอรมนีกับอังกฤษ เมื่อลูกยิงของแฟรงค์ แลมพาร์ด ผ่านเส้นประตูแล้ว แต่กรรมการตัดสินไม่ได้ประตู

หากได้ ใช้เทคโนโลยีใหม่ ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบลูกบอลข้ามเส้นประตู จะทำให้ตัดสินอย่างแม่นยำ ลดข้อผิดพลาดในการตัดสินในกรณีลูกผ่านเส้นประตู ซึ่งอะไรก็เกิดผิดพลาดขึ้นได้ในรายการฟุตบอลระดับทวีป หรือระดับโลกอย่างฟุตบอลโลก

เทคโนโลยี โกลไลน์  (Goal-Line) เป็นการผสมผสานระหว่าง Hawk Eye ที่ช่วยในการตัดสินลูกเทนนิสตกลงไปในเส้นหรือนอกเส้นเทนนิส และ Goalref   ระบบที่ใช้ค่าสนามแม่เหล็กวัดค่าและประมวลผลว่า ลูกบอล จะข้ามเส้นไปหรือยัง  โดยตรงบริเวณประตูและเส้นประตูจะมีเซ็นเซอร์ตรวจสอบลูกบอล ที่มีชิพติดในลูกฟุตบอลอยู่  หากลูกบอลกำลังจะข้ามเส้นประตูระบบจะเตือนผู้ตัดสินว่าลูกบอลจะข้ามเส้นแล้ว ต้องตัดสินอย่างระมัดระวัง และทันทีที่ลูกผ่านเส้น จะรายงานให้กรรมการทราบผ่านทางนาฬิกาพิเศษ ที่รับสัญญาณจากบริเวณเส้นประตูว่าลูกบอลข้ามเส้นไปแล้วจริงๆ

ซึ่ง ต่างจากการตัดสินด้วยสายตากรรมการที่ลูกยิงของฟุตบอลนั้นพุ่งแรงจนสายตา กรรมการมองไม่ทัน และเกิดการตัดสินผิดพลาด ทั้งๆที่มีผู้ช่วยกรรมการตัดสินคอยดูกำกับตรงบริเวณเส้นประตูแล้ว  อย่างกรณีที่เกิดขึ้นมาแล้ว ทั้งฟุตบอลโลก 2010 และ EURO 2012 ที่ผ่านมา

ซึ่งตอนนี้ เท่าที่ทราบมีเทคโนโลยีลักษณะเดียวกันมาใช้ในการตัดสิน เช่น รักบี้ เทนนิส  และฮ็อกกี้ เป็นต้น เทคโนโลยี โกลไลน์ ( Goal-Line ) จะเริ่มนำมาทดสอบในการแข่งขันฟุตบอลสโมสรโลก ที่ประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ 6-16 ธันวาคม 2012 นี้ และจะใช้ในการแข่งขันฟุตบอลรายการสำคัญอย่าง คอนเฟเดอเรชันส์ คัพ ในปี 2013 และฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล เป็นเจ้าภาพ และสหพันธ์ฟุตบอลอังกฤษ ก็มีแผนที่จะเตรียมใช้เทคโนโลยีนี้ในฟุตบอล Premier League และ FA CUP ด้วยเช่นกัน

ที่มา : ไอที  24 ชั่วโมง