ตกอันดับ เพราะค่าแรง 300 แท้ๆ


จากสาเหตุทั้งการเมืองและค่าแรง 300 บาทที่ปรับเพิ่มขึ้น
ประธาน เครือสหพัฒน์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันนักลงทุนทั้งญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา สนใจที่จะลงทุนในประเทศไทยน้อยลง และกลับไปมองว่าพม่า เวียดนาม เป็นประเทศที่น่าลงทุนมากกว่า

นอกจากนี้ประธานเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า โดยภาพรวมรัฐบาล มีประสิทธิภาพในการบริหารเพียงพอ เนื่องจากสามารถ คุมอัตราแลกเปลี่ยนให้มีเสถียรภาพอยู่ในอัตราที่เหมาะสมคือ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจส่งออก

และจากการคาดคะเน หากการเมืองของพม่ามีเสถียรภาพมากขึ้น แน่นอนว่าภายใน 10 ปี พม่าจะขึ้นแท่นที่ 1 แทนประเทศไทยอย่างแน่นอน
เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ ว่ามีการยกเลิกการจดทะเบียนกิจการทั่วประเทศ จำนวน 948 ราย ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว มีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่า 300 ราย
ธุรกิจที่มีการยกเลิกการจดทะเบียนสูงสุด 3 อันดับแรก คือ บริการนันทนาการ จำนวน 127 ราย ก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 119 ราย อสังหาริมทรัพย์ จำนวน 41 รายทางกระทรวงพาณิชย์รายงานว่า การยกเลิกการจดทะเบียนครั้งนี้ ไม่ได้ส่งผลจากการขึ้นค่าแรง 300 บาทผลสำรวจพบว่า การจดทะเบียนยกเลิกกิจการนั้น มาจากหลายสาเหตุ เช่น ไม่ได้โควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล หุ้นส่วนขัดแย้ง หุ้นส่วนเสียชีวิต
ปัญหา สุขภาพของผู้เป็นหุ้นส่วน รวมทั้งบางบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอสังหาฯตั้งขึ้นมาเพื่อรับงานจากภาครัฐ เมื่อหมดสัญญาก็เลิกกิจการ ฯลฯ
เลขาธิการสภาอุตฯ ระบุ ขณะนี้ผู้ประกอบการจำนวนมากตัดสินใจสร้างโรงงานในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อหลีก เลี่ยงนโยบายขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศในปี 2556
นาย สมมาตร ขุนเศรษฐ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. เปิดเผยว่า ขณะนี้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ เริ่มจัดทำโครงการฝึกอบรมและเพิ่มศักยภาพแรงงานในประเทศเพื่อนบ้าน รองรับการย้ายฐานการผลิตหรือการขยายกำลังการผลิตโรงงานจากประเทศไทย
เนื่องจากผู้ประกอบการจำนวนมากได้ทยอยตัดสินใจสร้างโรงงานใน ประเทศเพื่อนบ้านแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงนโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาททั่วประเทศในปี 2556 และในอนาคตมีแนวโน้มที่ฝ่ายการเมืองจะนำนโยบายลักษณะดังกล่าวมาหาเสียงอีก
โดย ส.อ.ท. ได้นำร่องอบรมแรงงานในกัมพูชาแล้วหลายพื้นที่ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า และเกษตรแปรรูป ที่กำลังเจรจาซื้อที่ดินสร้างโรงงาน ขณะเดียวกัน ได้นำสมาชิกไปสำรวจพื้นที่ลงทุนในพม่า พร้อมทั้งเตรียมโครงการฝึกอบรมทักษะฝีมือแรงงานเช่นกัน
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยหลายราย อยู่ระหว่างการหาบุคลากรระดับหัวหน้างานที่สามารถพูดภาษาของเพื่อนบ้านได้ ทั้งกัมพูชา พม่า หรือเวียดนาม เพื่อสื่อสารกับแรงงานและดำเนินธุรกิจได้คล่อง ในกรณีที่มีการตั้งโรงงาน เพราะพบแล้วว่าอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมาก เช่น เครื่องนุ่งห่ม สิ่งทอ ส่วนใหญ่อยู่ในไทยลำบาก จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแผนการผลิตสินค้าใหม่ เช่น การประหยัดต้นทุนลง โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน และสต๊อกสินค้า หรือการเปลี่ยนเครื่องจักร เพื่อลดปริมาณการใช้คนและสุดท้ายก็คงต้องไปประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนการ ผลิตต่ำกว่า
นายสมมาตร กล่าวอีกว่า นอกจากปัญหาต้นทุนการผลิตสูงแล้วยังพบว่าภาคอุตสาหกรรมไทยยังขาดแคลนแรงงาน อีกจำนวนมาก แม้รัฐบาลจะปรับเพิ่มค่าจ้างก็ตาม ส่งผลให้หลายอุตสาหกรรมจำเป็นต้องใช้แรงงานต่าง ด้าวมาทดแทนแรงงานไทย ต้นทุนที่สูงขึ้นทำให้ผู้ประกอบการประสบปัญหาความสามารถในการแข่งขันมาก
ขณะ นี้ภาคอุตสาหกรรมหลายจังหวัด ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างมาก โดยเฉพาะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ขาดแคลนแรงงานหลายหมื่นคน เนื่องจากส่วนหนึ่งย้ายไปทำงานในจังหวัดนำร่องที่ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท และส่วนหนึ่งย้ายไปทำงานในชลบุรีและระยอง ที่โรงงานจำนวนมากได้เข้าไปตั้งฐานการผลิตในภาคตะวันออก เพื่อเลี่ยงปัญหาน้ำท่วม
ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ในนิคมฯ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้เริ่มปรับตัวโดยจ่ายค่าแรงให้สูงขึ้น เพื่อจูงใจแรงงานไม่ให้ไหลไปใน 7 จังหวัดนำร่องหรือย้ายไปที่อื่น โดยโรงงานบางแห่งจ่ายค่าแรงสูงถึง 350-400 บาทต่อวัน
แต่สิ่งที่สภา อุตสาหกรรมกังวลมากที่สุดคือ แรงงานจากธุรกิจเอสเอ็มอี จะไหลไปสู่โรงงานขนาดใหญ่มากขึ้น หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ภายใน 1-2 ปี แรงงานเอสเอ็มอีจะเกิดการขาดแคลนเป็นปัญหาตามมา

ปัจจุบัน ประเทศไทย เป็นอีกประเทศที่น่าลงทุนลดลง ซึ่งปัจจุบัน ลดลงไปอยู่ที่อันดับที่ 4 จากอันดับ 1