แมงมุม

ต้องอ่านก่อนดู THE AMAZING SPIDER-MAN


10 เรื่องควรรู้ก่อนดู THE AMAZING SPiDERMAN

10.ชื่อเรื่อง
หลาย ๆ คน ถ้าไม่สังเกตุดูดี ๆ จะคิดว่าไอ้แมงมุมเวลาเขียนภาษาอังกฤษจะคิดว่าเป็น Spiderman แต่ความจริงที่ถูกต้องจะต้องเป็น Spider-Man โดย สแตน ลี (Stan Lee) ผู้ให้กำเนิด Spider-Man ให้เหตุผลว่าถ้าเป็น Spiderman เขียนติดกันแล้วรู้สึกว่าดูเผิน ๆ มันจะไปคล้ายกับโลโก้ Superman ซึ่งกำลังโด่งดังอยู่ในเวลาไล่เลี่ยกัน ( ในอดีต ) สแตนลีเลยยืนกรานว่าต้องให้มีขีดตรงกลางระหว่างคำว่า “Spider กับ Man” และเขาจะอารมณ์เสียบ่อยๆ ถ้าเห็นใครไม่ใส่ขีดเส้นกลางนี้ ดังนั้นถ้าหากเป็นแฟนพันธ์แท้ของ Spider-Man อย่าลืมเขียนขีดตรงกลางกันนะครับ ไม่งั้น ลุงสแตน ลี แกจะน้อยใจเอา

9. เครื่องแบบของ Spider-Man ดีไซน์ใหม่

ชุดของ Spider-Man ชุดใหม่มีการออกแบบขึ้นมาใหม่ด้วยความทันสมัยต่างจากภาคก่อนๆ มากขึ้น และมีดีไซน์ลายแมงมุมที่หน้าอกและกลางหลังตัวเล็กลงแต่ขายาวขึ้น อีกทั้งยังไม่เน้นลวดลายของใยแมงมุมบนร่างกายเหมือนแต่ก่อน (ลายใยแมงมุมจางหายไป ) เพื่อให้ดูเข้มแข็งมากขึ้น มีความดาร์กมากขึ้น หากเทียบกับชุดในเวอร์ชั่นเก่า 3 ภาคก่อนหน้านี้จะดูต่างกันในเรื่องของโทนสีอย่างชัดเจนอีกต่างหาก แต่ แอนดรูว์ การ์ฟิลด์ ผู้รับบทสไปเดอร์แมนได้ให้ความเห็นไว้ว่ามันเป็นชุดที่ใส่แล้วคัน ฟิตมาก การเคลื่อนไหวในฉากบู๊ก็ลำบากพอสมควรเลยทีเดียว หากเพื่อนๆ อยากรู้ว่าจะเป็นจริงแบบที่อ่านหรือไม่ ต้องลองไปจ้องดูดีๆ ในภาพยนตร์แล้วกัน

8. Spider-Man ภาคนี้มีความดราม่าพอสมควร

 

ต่อกันที่อันดับ 8 เนื่องจากสไปเดอร์แมน เวอร์ชั่นภาพยนต์ 3 ภาคก่อนหน้านี้ยังไม่มีความเป็นดราม่าซักเท่าไรนัก อาจจะเป็นเพราะผู้สร้างหรือผู้กำกับอยากให้สไปเดอร์แมนเป็นภาพยนต์ที่เด็ก และวัยรุ่นดูเป็นหลัก จึงไม่อยากใส่ความเป็นดราม่าเข้าไปมากนัก แต่ในสไปเดอร์แมนภาครีบูทนี้กลับตรงกันข้าม

ทางผู้สร้างมีการนำปมชีวิตของสไปเดอร์แมนใส่เข้ามาอย่างจัดเต็ม ทั้งปัญหาพ่อแม่ของปีเตอร์ว่ากำลังทำการทดลองอะไร ปัญหาการโดนกลั่นแกล้งในรั้วมหาวิทยาลัย การไม่เป็นที่ชื่นชอบของสาวที่ตัวเองหมายปอง และสิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือ การละเลยจับตัวผู้กระทำความผิดจนเป็นสาเหตุที่ทำให้ลุงเบน ต้องจบชีวิตลง ซึ่งความเป็นดราม่านี้ก็ตรงกับความตั้งใจของ สแตนลี ที่เคยกล่าวไว้ในเวอร์ชั่นคอมมิคว่า

“ผมแค่อยากทำซูเปอร์ฮีโร่คนแรกที่สมจริง ในสมัยนั้นซูเปอร์ฮีโร่เป็นคนที่แทบจะไม่มีปัญหาชีวิตเลย ปัญหาเดียวของพวกเขาคือจะจัดการกับเหล่าวายร้ายยังไง ผมไม่อยากเขียนเรื่องแบบนั้น ผมอยากเขียนถึงตัวละครที่มีปัญหาเรื่องเงินเหมือนกับผม ผมอยากให้เขามีป้าที่ป่วย มีลุงที่ต้องเสียชีวิตเพราะเขา ไม่ป็อปปูล่าที่โรงเรียน โดนกลั่นแกล้งเสมอ และอยากเป็นคนสำคัญของหญิงสาวที่ตัวเองหมายปอง”

7. Spider-Man ต้องใช้อุปกรณ์ยิงใย

 

ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ในภาครีบูทนี้มีพรสวรรค์และเป็นอัจฉริยะในการประยุกต์ใช้ความรู้ต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านเคมี ซึ่งนอกเหนือจากพลังพิเศษแล้ว เขายังได้สร้างอุปกรณ์ต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อใช้ควบคู่กับพลังของเขาอีกด้วย โดยอุปกรณ์ที่ถือเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของสไปเดอร์แมนก็คือ เครื่องยิงใยแมงมุม (web-shooter) ที่เขาพัฒนาขึ้น อุปกรณ์นี้สามารถปล่อยสารประกอบที่มีความเหนียวอย่างมากคล้ายใยแมงมุม ซึ่งจะสลายตัวไปหลังจากที่ถูกปล่อยออกมาแล้ว 2 ชั่วโมง ดังนั้นเพื่อนๆ ที่เคยจดจำภาพลักษณ์ของ Spider-Man ที่ยิงใยได้เองคงจะต้องเปลี่ยนความคิดใหม่กันหน่อยแล้ว เพราะ Spider-Man ตัวจริงในคอมมิคจะต้องยิงใยโดยใช้อุปกรณ์ที่สร้างขึ้นนั่นเอง
6. ศัตรูตัวฉกาจของ Spider-Man
ภาคนี้เคยปรากฏตัวมาแล้วในเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ถีง 2 ภาค!!!

 

อาจจะเป็นเพราะสไปเดอร์แมนได้ทำเป็นภาพยนต์ไปแล้วถึง 3 ภาค โดยทั้ง 3 ภาคนั้นต่างมีตัวร้ายเด่นๆ มาปรากฏไปแล้วหลายตัว แต่หากใครเป็นแฟนคอมมิค จะเห็นตัวละครตัวหนึ่งโผล่มาแล้วในภาค 1 และ 3 แต่ยังไม่เคยมาเป็นตัวร้ายเลย พอรู้กันแล้วใช่ไหม!!!

ใช่เลย ตัวละครที่โผล่มานั่นคืออาจารย์ของปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ ในมหาวิทยาลัยที่มีแขนเพียงข้างเดียว เคิร์ต คอนเนอร์ส หรือ ลิซาร์ด นั่นเอง!! แต่ตอนที่ปรากฏตัวนั้นยังไม่เป็นตัวร้าย ลิซาร์ด เป็นแค่อาจารย์ธรรมดาในมหาวิทยาลัยเท่านั้น เรียกได้ว่าทางผู้จัดทำคงไม่อยากให้ตัวร้ายโผล่มาซ้ำๆ กัน ก็เลยจัด ลิซาร์ด ที่ผลุบๆ โผล่ๆ มาก่อนหน้านี้ ให้ปรากฏตัวในภาครีบูทนี้ซะเลย และถ้าอยากรู้ว่า ลิซาร์ดจะร้ายกาจแค่ไหนคงต้องไปติดตามชมในโรงภาพยนตร์กันนะ
5. เกวน สเตซี่ แฟนคนแรกของ Spider-Man ตัวจริงมาแล้ว!

 

แฟนๆ คอมมิคบางคนอาจจะดีใจจนแทบจะกระโดด เมื่อรู้ว่านางเอกภาคนี้ไม่ใช่ แมรี่ เจน วัตสัน แต่เป็นสาวผมบลอนด์ในตำนาน เกวน สเตซี่ ทำให้ถูกอกถูกใจสาวกคอมมิคยิ่งนัก เพราะเรื่องราวของเธอกับปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ในคอมมิคนั้นทั้งเข้มข้น เต็มไปด้วยเรื่องดราม่าพลิกผัน และเป็นรักแรกที่ปีเตอร์รักมากที่สุดก่อนจะได้เจอกับ แมรี่ เจน วัตสัน ทำให้หลายคนคาดหวังไว้ว่า ภาคนี้ต้องมีเรื่องราวที่สุดยอดเกี่ยวกับปีเตอร์กับเกวนในภาพยนต์เรื่องนี้ แน่ๆ และอีกเหตุผลหนึ่งคือ เอ็มม่า สโตน จาก Easy A มารับบทเป็นเกวน ซึ่งในเรื่องนี้เธอดูสวยเฉิดฉายสุดๆ ในลุคผมบลอนด์ ดูเหมาะสมกับบท เกวน สเตซี่ ในคอมมิคมากๆ

4. อุปนิสัยของ Spider-Man มีความใกล้เคียงกับคอมมิคมากขึ้น

 

The Amezing Spider-Man ฉบับรีบูทใหม่นี้ มีลักษณะคล้ายคลึงกับในคอมมิคมากขึ้นโดยเฉพาะ ปีเตอร์จะไม่มีบุคลิคคล้ายเด็กเนิร์ดติ๋มๆ สักกเท่าไร มีความอยากแสดงออกถึงตัวตนให้คนอื่นได้รับรู้เด่นชัดมากๆ ต่างจาก 3 ภาคเวอร์ชั่นเก่าก่อนหน้านี้ ถ้าเป็นเด็กเนิร์ดจริงๆ เมื่อตอนได้รับพลังมาครั้งแรกก็ต้องคิดในแง่ถูกผิดเป็นอันดับแรกอยู่แล้ว แต่ปีเตอร์กลับเอาไปสร้างรายได้ให้ตัวเองโดยไปเล่นมวยปล้ำ เอาไปอัดเพื่อนที่ชอบแกล้งตน เหมือนสนองความรุนแรงของตน แถมยังมีนิสัยภายใต้หน้ากากเป็นคนกวนและมีอารมณ์ขันสุดๆ ซึ่งในกรณีนี้ก็พอจะทราบถึงนิสัยแล้วว่าปีเตอร์ไม่ใช่พวกเนิร์ดอะไรมากมาย ซึ่ง แอนดรูว การ์ฟิลด์ คนนี้ก็ดูสมบทบาทแบบนี้ดีที่สุดแล้ว เพราะสมัยนี้จะมาหาเด็กหนุ่มใส่แว่นผมเรียบทำตัวเหนียมอายตลอดเวลามันไม่ ค่อยจะมีสักเท่าไร ยังไงก็ต้องทำยุคตามสมัยกันบ้าง อีกทั้งยังมีคำพูดที่ยียวนกวนประสาท กัดจิกเหล่าร้ายทั้งหลายในขณะต่อสู้ให้รู้สึกหงุดหงิดตลอดเวลา ( ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ ปีเตอร์เหมือนเด็กเก็บกดหรือเปล่า เลยต้องมาระบายออกทางคำพูดขณะใส่ชุดสไปเดอร์แมนแทน ) ซึ่งตรงจุดนี้ เพื่อนๆ ที่เคยดูภาพยนต์เวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ทั้ง 3 ภาคและไม่เคยอ่านเวอร์ชั่นคอมมิค อาจจะงงกันบ้าง เล็กน้อยว่า ก่อนหน้านี้เห็นเงียบๆ ติ๋มๆ แต่ทำไมภาครีบูทใหม่นี้ ถึงพูดมากซะจนน่ารำคาญแทนตัวร้ายกันเลยทีเดียว ซึ่งตรงนี้แหละที่แฟนคลับสไปเดอร์แมนเวอร์ชั่นคอมมิคทั้งหลายต่างบอกเป็น เสียงเดียวกันว่า ปากจัดแบบนี้แหละ สไปเดอร์แมนตัวจริง

 3. ผู้กำกับ มาร์ค เว็บบ์ ชิมลางกำกับ Spider-Man ครั้งแรก


มาร์ค เว็บบ์ มากำกับหนังภาคนี้ ไม่ใช่ผู้กำกับระดับพันล้านโด่งดังจากภาพยนต์เรื่องไหน งานกำกับของเขามีเรื่องเดียวคือ ภาพยนต์รักแหวกแนวเรื่อง (500) Days Of Summers ที่แม้จะมีคนชื่นชอบเรื่องนี้อยู่มาก แต่ก็อดสงสัยในใจไม่ได้ทุกครั้งว่า “จะรอดเหรอเนี่ย” ซึ่งผู้กำกับหนังทุกเรื่องของ มาร์เวลสตูดิโอ ส่วนใหญ่แม้จะมีชื่อเสียง แต่ก็ไม่ได้มีสไตล์เป็นตัวของตัวเองเท่า แซม ไรมี่ ( ผู้กำกับ Spider-Man 3 ภาคก่อนหน้านี้ ) เลยสักคน แต่พอ The Amezing Spider-Man ปล่อยตัวอย่างหนังออกมาก็เผยฉากแอ็คชั่นที่ดูเข้าท่าไม่แพ้ 3 ภาคก่อนหน้านี้เลย ฉากบทสนทนาหรือมุขตลกต่างๆ ก็ถ่ายทอดจากในคอมมิคเป๊ะๆ
2. แซม ไรมี่ ผู้กำกับคนเก่า และนักแสดงชุดเดิมไปไหน ?

 

เป็นสิ่งที่ถูกถามมาเป็นอันดับ 2 กันเลยทีเดียว โดยความจริงตอนแรกทาง Sony จะสร้างภาค 4 ตามแผนที่ได้วางไว้ แต่ผู้กำกับ “แซม ไรมี่” ไม่เอาด้วย เพราะทางสตูดิโอมายุ่มย่ามกับการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ มากเกินไป ( อาทิเช่น ไม่ต้องการให้แซมหยิบเอาตัวละคร “มนุษย์นกแร้ง” มาใช้ เนื่องจากนำดีไซน์และเอกลักษณ์มาขายได้ยาก ) แต่สาเหตุหลักๆ คือ Sony ได้เริ่มเข้ามายุ่มย่ามกับการตัดสินใจตั้งแต่ภาค 3 เพราะตอนนั้น “แซม ไรมี่” ไม่ต้องการให้มีตัวละคร “วีน่อม” แต่โดนทาง Sony ยัดเยียดให้ใส่มาจนเรื่องราวตีกันเละตุ้มเป๊ะอีรุงตุงนังไปหมด “แซม ไรมี่” เห็นดังนั้นจึงโบกมือลาหลังจากภาค 3 จบดีกว่า เมื่อผู้กำกับใหญ่ถอนตัวบรรดานักแสดงหลักๆ ชุดเดิมในเรื่องก็ขอถอนตัวเช่นกัน จึงทำให้ Sony ต้องเปลี่ยนแผนมารีบูทเรื่องราวขึ้นใหม่แทน ( ทางนักแสดงชุดเดิมทั้งหมดยืนยันว่าจะไม่แสดงบทเดิมกับผู้กำกับคนใหม่ เพราะถือว่าเป็นการให้เกียรติแก่ “แซม ไรมี่” ) ซึ่งหวยก็ได้ไปออกที่ มาร์ค เว็บบ์ ให้มาเป็นผู้กำกับคนใหม่ ตามที่ได้อ่านไปในอันดับที่ 3 กัน
1. ทำไมต้องเอา Spider-Man มารีบูท ?

 

ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ถูกถามมากเป็นอันดับ 1 จากเหล่าบรรดาแฟนๆ Spider-Man ทั้งหลายว่าทำไมต้องรีบูท ทำไมไม่ทำภาค 4 แทนล่ะ? สาเหตุที่ทำไมต้องรีบูทนั้นมีดังนี้ ในก่อนหน้านี้ทาง Sony ได้ทำสัญญาหลังจากซื้อลิขสิทธิ์ตัวละครสไปเดอร์แมนจากค่าย Marvel ไว้ว่า ถ้าหากไม่สร้างภาพยนต์สไปเดอร์เเมนภายในทุก 5 ปี ลิขสิทธิ์ต้องจะกลับมาเป็นของ Marvel ทันที ( เมื่อก่อน Marvel ไม่ได้สร้างหนังเอง จึงจำเป็นต้องขายลิขสิทธิ์การสร้างภาพยนต์ไปให้ค่ายภาพยนต์ต่างๆ เเต่ตอนนี้มาร์เวลเปิดสตูดิโอถ่ายหนังเองแล้ว จึงมีความพร้อมในการเรียกลิขสิทธิ์ตัวละครคืนเพื่อมาสร้างหนังเอง )

และในปี 2012 นี้เป็นปีที่ 5 ครบกำหนดที่ sony จะต้องสร้าง Spider-man ต่อให้ทันพอดี อีกทั้ง Spider-Man ภาค 3 ที่สร้างไว้ มาถึงทางตัน กระแสวิจารณ์ไม่ดี เพราะว่าเล่นเอาตัวร้ายออกไปเยอะเกิน บวกกับทางค่าย Sony มีปัญหากับ “แซม ไรมี่ ” ผู้กำกับคนเก่า เหมือนดังที่พูดไว้ในข้อ 2 คราวนี้ Sony เลยตัดสินใจต้องรีบูท Spider-Man ใหม่ตั้งเเต่เเรก เป็น The Amazing Spider-Man เพราะว่า Sony ไม่อยากให้ Spider-Man หลุดมือไป เพราะเป็นภาพยนต์ที่ทำเงินรายได้มหาศาลให้กับ Sony นั่นเอง และนี่คืออันดับ 1 ที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ Spider-man