J-POP / K-POP


กระแส J-Pop / K-Pop
J-Pop และ K-Pop ในปัจจุบันนี้มาแรงจริงๆ ไม่ใช่แค่ในหมู่วัยรุ่นไทยเท่านั้น แต่ได้กระจายไปทั่วเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือแม้แต่ฮ่องกงไม่อาจต้าน กระแส ความนิยม นี้ได้เลย
J-Pop (เจ-พ็อพ) มาจากคำว่า Japanese pop culture ซึ่งเป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่เผยแพร่เข้ามาในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นละครทางโทรทัศน์, ภาพยนตร์, เพลง pop หรือ rock, การ์ตูนญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งเกมทั้ง online และไม่ online (Game Playstation) รวมไปถึง พฤติกรรมการ chat ทาง internet ด้วย
ส่วนคำว่า K-Pop (เค-พ็อพ) ก็มาจากคำว่า Korean pop culture (บางแหล่งอ้างอิงบอกว่ามาจากคำว่า South Korean pop culture) ซึ่งก็เป็นวัฒนธรรมเกาหลี ที่เผยแพร่เข้ามาในไทยในรูปแบบที่คล้าย ๆ กับกระแสของ J-Pop ไม่ว่าจะเป็น ละครทางโทรทัศน์, ภาพยนตร์ รวมไปถึงเพลง pop หรือ rock แต่แตกต่างกันตรงที่ กระแสของ K-Pop เข้ามาทีหลัง J-Pop ดังนั้น ความแรงของกระแส J-Pop ย่อมได้เปรียบกว่า
J-Pop และ K-Pop ที่มีผลต่อวัยรุ่นไทยไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าคุณเดินไปไหนมาไหน แล้วเห็นเด็กวัยรุ่นสมัยนี้แต่งตัวเปรี้ยว จี๊ดจ๊าด สีสันเจ็บ ๆ ทรงผมแบบหลุดโลก ชอบเต้น ชอบร้องและฟังเพลงแนวญี่ปุ่นและเกาหลี ในมืออาจถือกล่องหรือกระป๋องน้ำชาเขียว หรือห้อยพวงกุญแจ โปเกมอน (Pogamon) ซึ่งจะเห็นได้ว่า พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนแต่ได้รับอิทธิพลมาจากกระแส J-Pop และ K-Pop ทั้งสิ้น โดยวัยรุ่นเหล่านี้ได้เลียนแบบมาจาก ดารา นักร้อง ญี่ปุ่นและเกาหลีที่เขาชื่นชอบ (ไม่ว่าจะเป็น วอน-บิน ที่แสดงภาพยนตร์เรื่อง TaeGuk Gi หรืออาจจะเป็น Kyoko Fukada ขวัญใจวัยรุ่นชายไทยหลาย ๆ คน ส่วนนักร้องที่วัยรุ่นชื่นชอบมากที่สุดก็ได้แก่ มาโกโตะ แห่งวงลูซิเฟอร์) ซึ่งมักจะเห็นได้ตามสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ละคร ซีรี่ย์ทางโทรทัศน์ ภาพยนตร์ และนิตยสารสไตล์ J-Pop ทั้งหลาย (เช่น J-Spy) หรือแม้แต่การเลียนแบบพฤติกรรมต่าง ๆ จากหนังสือการ์ตูนที่พวกเขาอ่าน หรือไม่ว่าจะเป็น การนัดเจอเพื่อนต่างเพศ หลังจากที่ได้ chat กันทาง internet
เพื่อนในกลุ่มเดียวกันก็มีอิทธิพลเช่นเดียวกัน โดยการแนะนำให้รู้จักกับกระแส J-Pop และ K-Pop เพื่อให้ได้เป็นที่ยอมรับในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งเราจะพบตามข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์หรือทางโทรทัศน์ในช่วงข่าวบันเทิงอยู่บ่อยครั้งว่า กลุ่มที่เป็นคอ J-Pop และ K-Pop มักจะมีการจัดงานพบปะสังสรรค์กันตามสถานที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสยาม หรือเซ็นเตอร์พ้อยท์ และการนัดเจอกันในแต่ละครั้ง กลุ่มวัยรุ่นเหล่านี้ก็จะแต่งตัวตามสไตล์ J-Pop และ K-Pop มาพบกัน และดูหมือนว่ากลุ่มเหล่านี้ก็มักจะพูดภาษาเดียวกัน คือภาษาของคนสไตล์ J-Pop และ K-Pop ซึ่งคนทั่วไป (รวมถึงตัวผู้เขียนด้วย) อาจจะดูว่ามันแปลก แต่สำหรับกลุ่มเดียวกันแล้ว มันเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก
ไม่ใช่แต่เรื่องการแต่งตัวเท่านั้น กระแส J-Pop และ K-Pop ยังก่อให้เกิดพฤติกรรมการเล่นเกม ชนิดที่ว่า กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Ministry of Information and Communication Technology : ICT) ต้องออกมาควบคุม โดยเฉพาะเกม online อย่าง Ragnarok หรือ RO เนื่องจากพฤติกรรมการเล่นเกมของเด็กกลุ่มนี้ สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ปกครองอย่างมาก เนื่องจากว่าเด็ก ๆ กลุ่มนี้หมกมุ่นอยู่กับการเล่นเกม จนถึงขั้นขโมยเงินพ่อแม่ไปเล่นเกม online หรือการหายตัวออกไปจากบ้านเป็นวัน ๆ และเกมใหม่ล่าสุดซึ่งกำลังเป็นที่กล่าวขานกันทั่วบ้านทั่วเมือง คือเกมที่แข่งกันข่มขืนอาจารย์สาว โดยใช้ผู้เล่น online ทั้งหมด 30 คน ใครข่มขืนได้ก่อน ถือเป็นผู้ชนะ ซึ่งถ้าหากกระทรวง ICT ยังไม่เข้ามาควบคุม วัยรุ่นกลุ่มนี้อาจซึมซับเอาวัฒนธรรมความรุนแรงจากการเล่นเกมเข้าไป แล้วอาจลุกลามไปถึงการก่ออาชญากรรมที่รุนแรงจนเราคาดไม่ถึงก็ได้ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ก็ล้วนมาจากกระแสของ J-Pop และ K-Pop ทั้งสิ้น
ดังนั้น จะเห็นได้ว่ากระแส J-Pop และ K-Pop มีอิทธิพล (ทั้งในทางบวกและทางลบ) ต่อวัยรุ่นไทยจริง ๆ เปรียบเสมือนพายุ Tornado ที่พัดมาอย่างรวดเร็วและมีความรุนแรง อีกทั้งยังมีทีท่าว่าจะแรงไม่เลิก ซึ่งเราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่า หลังจากที่พายุได้พัดผ่านไป ก็มักจะทิ้งร่องรอยความเสียหายเอาไว้ให้เราได้จดจำ โดยพายุที่เกิดจากธรรมชาติก็ไม่ต่างอะไรกับกระแสความแรงของ J-Pop และ K-Pop ที่กำลังถาโถมสู่วัยรุ่นไทยอยู่ในขณะนี้ และเมื่อใดที่กระแสวัฒนธรรม J-Pop และ K-Pop ได้พัดผ่านไป เมื่อนั้นก็อาจจะทิ้งร่องรอยความทรงจำอันแสนเจ็บปวดให้เราได้จดจำไปชั่วลูกชั่วหลาน เหมือนกับข่าวร้ายรายวันตามหนังสือพิมพ์หน้า 1 หลาย ๆ ฉบับ (เช่น แฟชั่นการฆ่าตัวตายตามดาราญี่ปุ่น, ลูกหายตัวออกไปจากบ้าน เนื่องจากติดเกม online) ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนอยากให้วัยรุ่นไทยได้ใช้ความคิดไตร่ตรองก่อนที่จะรับเอากระแสวัฒนธรรม J-Pop และ K-Pop เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องเศร้าในสังคมไทยอีก

กระแส J-Pop และ K-Pop กับกลยุทธ์การตลาด

เครื่องดื่ม แฟชั่น สไตล์ J-Pop ไม่ใช่ว่ากระแส J-Pop และ K-Pop จะมีแต่ผลเสีย แต่ในทางตรงกันข้ามกระแสความแรงของ J-Pop และ K-Pop ก็ได้สร้างประโยชน์มหาศาลให้กับบุคคลหลาย กลุ่ม เช่น นักการตลาด ซึ่งเล็งเห็นโอกาสที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมการบริโภคของวัยรุ่น ที่หันไปสนใจกระแส J-Pop และ K-Pop กันมากขึ้น เห็นได้จากสินค้าและบริการ รวมไปถึงกลยุทธ์การตลาดที่ใช้เจาะตลาดแนว J-Pop และ K-Pop โดยเฉพาะกันมากขึ้น ในวงการการตลาดในยุคปัจจุบันนี้มีความคึกคักมากขึ้น
เครื่องดื่มชาเขียวที่ฮิตติดลมบนอยู่ในขณะนี้ ซึ่งคาดว่ามูลค่าทางการตลาดจะทะยานทะลุ 3,000 ล้านบาท โดยมียูนิฟเป็นเจ้าตลาด โดยมีส่วนแบ่งตลาดกว่าร้อยละ 40 รองลงมาคือ โออิชิ มีส่วนแบ่งตลาดกว่าร้อยละ 30 โดยกลยุทธ์การตลาดที่ยูนิฟใช้นั้นเป็นการตอกย้ำผู้บริโภคว่า ชาเขียวของยูนิฟผลิตจากยอดชาชั้นดี และการสื่อสารทางการตลาดนั้นใช้สื่อโฆษณาที่สร้างการจดจำได้เป็นอย่างดี (เจ้าหนอนชาเขียวงัยค่ะ) ส่วนโออิชิ นอกจาก Brand จะมีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่นแล้ว โออิชิยังสร้างจุดขายด้วยการเป็นชาเขียวต้นตำรับญี่ปุ่นที่มีวิธีการชงชาแบบญี่ปุ่น ก็ถือเป็นกลยุทธ์การตลาดที่สร้างความแข็งแกร่งได้ ส่วนเซนชะนั้นดูจะเสียเปรียบกว่าคู่แข่งทั้ง 2 เนื่องจากการเข้าตลาดมาทีหลัง โดยเฉพาะการถูกตัดหน้า ถูกชิงเอาจุดขายที่แข็งแกร่งไปใช้ก่อน ดังนั้น เซนชะ ต้องสร้างความแตกต่างให้กับตัวเองให้ได้ โดยกลยุทธ์การตลาดที่เซนชะใช้คือ การนำพรีเซ็นเตอร์ คือ เยาวภา บูรพลชัย หรือน้องวิว นักเทควันโด เหรียญทองแดงโอลิมปิก มาใช้เป็นตัวแทนเพื่อสื่อให้เห็นถึงความแปลกใหม่ของรสชาติที่ไม่เคยมีมาก่อนในตลาด คือ ชาเขียวรสยูสุฮันนี่ที่มีส่วนผสมของส้มยูสุและน้ำผึ้ง ที่ให้ความหวานซ่อนเปรี้ยวในสไตล์ชาเขียวญี่ปุ่น จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ถึงกระแสความแรงของเรื่องดื่มชาเขียว แฟชั่นสไตล์ J-Pop ที่ต้องใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาดล้วน ๆ เพื่อเป็นกลยุทธ์ ช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดมาจากคู่แข่งให้ได้ ในตลาดที่มีมูลค่ามหาศาล
เครื่องดื่มอีกชนิดหนึ่งที่อาศัยความแรงของกระแส J-Pop คือ แฟนต้า ซึ่งได้ออกรสชาติล่าสุดรับลมร้อนในช่วง summer นี้ ที่อิงกระแส J-Pop คือ “แฟนต้า กลิ่นมะนาว” ซึ่งเป็นการดึงกระแส เจ- เทรนด์ และเทรนด์สีเหลือง “เลมอน-อิโระ” มาทำการตลาด โดยการทำกิจกรรมการตลาดแบบ 360 องศา พร้อมเปิดกระแสเจ-เทรนด์ด้วยภาพยนตร์โฆษณาที่มี ดีเจท็อป-ณัฐเศรษ เป็นพรีเซ็นเตอร์ ซึ่งก็สามารถสื่อให้เห็นถึงตัวแทนชาว J-Pop ได้อย่างชัดเจน และเมื่อไม่นานมานี้ ก่อนที่แฟนต้าจะออกแฟนต้ามะนาว แฟนต้าก็มีน้ำสีสไตล์ J-Pop อีกตัวหนึ่ง คือ “แฟนต้า แตงโมญี่ปุ่น” ซึ่งมีการใช้กลยุทธ์ทางการตลาด ภายใต้คอนเซ็ปต์ของสีชมพู โดยชูประเด็นว่าเป็นสีที่ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นพร้อมกับการทำกิจกรรมทางการตลาดอิงกระแส J-Pop ซึ่งเป็นที่คลั่งไคล้ของหมู่วัยรุ่นในขณะนี้ เช่น กิจกรรมแฟนต้าแตงโมญี่ปุ่นสเตชั่น ในย่านที่มีวัยรุ่นอยู่มาก และการทำอัลบัมเพลงพิเศษด้วยการรวบรวมเพลงฮิต J-Pop ที่ได้รับความนิยมสูงสุด
จะเห็นได้ว่ากระแส J-Pop ได้สร้างความมหัศจรรย์ในวงการเครื่องดื่มเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกระแส “ชาเขียว” ได้รับการตอบรับผู้บริโภคอย่างถล่มทลาย จนกลายเป็นที่มาของคำว่า “ชาเขียว ฟีเวอร์” ไปแล้ว

• การกลับมาของ Series ดังสไตล์ J-Pop และ K-Pop ข่าวการปรับผังรายการใหม่ของสถานีโทรทัศน์ ITV โดยการนำเอา ITV ASIAN SERIES (ซึ่งเป็นซีรี่ย์ญี่ปุ่นและเกาหลี) กลับเข้ามาในผังเหมือนเดิม หลังจากที่ได้ถอดผังรายการนี้ออกไปแล้วตั้งแต่เดือนมีนาคม 2547 ช่วงแรกที่ทาง ITV ถอด ITV ASIAN SERIES ออกจากผังรายการ กลุ่มวัยรุ่นสาวก J-Pop และ K-Pop ออกโรงต่อต้าน เสี่ยต๋อย-ไตรภพ (ซึ่งเป็นคนที่เข้ามาปรับผัง แล้วนำเอา ITV Happy Hour เข้ามาแทน) ซึ่งตัวผู้เขียนได้เคยเข้าไปอ่านกระทู้ที่เกี่ยวกับการถอดผัง “ITV ASIAN SERIES” ใน Web Board หลาย ๆ Web พบว่าเกินร้อยละ 80 แสดงความไม่พอใจ ITV ที่ถอดผังรายการที่พวกเขาชื่นชอบออกไป ถึงกับประกาศออกมาว่า จะไม่ดู ITV อีกเลย ส่วนอีกหลายคนก็แสดงความไม่พอใจคุณไตรภพ ซึ่งวัยรุ่นที่ออกมาแสดงความคิดเห็นล้วนแล้วแต่เป็นสาวก J-Pop และ K-Pop ทั้งสิ้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้วคุณไตรภพก็ไม่อาจต้านทานกระแสความแรงของ J-Pop และ K-Pop ได้ โดยเมื่อกลางเดือนธันวาคม 2547 ที่ผ่านมา ITV ได้ประกาศปรับผังรายการใหม่ โดยนำ ITV ASIAN SERIES กลับมา (ตามคำเรียกร้องของวัยโจ๋สไตล์ J-Pop และ K-Pop) กระแสการกลับมาอีกครั้งของ ITV ASIAN SERIES แรงกว่าเดิม ซึ่งจากการสำรวจกระทู้ที่เกี่ยวข้องกับ กลับมาของ ITV ASIAN SERIES พบว่า ร้อยละ 99.99 (มีส่วนน้อยมาก ๆ ที่ไม่เห็นด้วย) แสดงความดีใจ (รวมทั้งตัวผู้เขียนด้วย) และเห็นด้วยกับการปรับผังของ ITV ในครั้งนี้
ส่วน ITV เองก็หวังว่า การกลับมาของ ITV ASIAN SERIES ในครั้งนี้ สามารถเรียกเรตติ้งกลับคืนมาได้จากกลุ่มวัยรุ่นที่คลั่งไคล้ซีรี่ย์ญี่ปุ่นได้อย่างไม่ยากเย็นนัก และเพื่อเป็นการทวงบัลลังก์แชมป์ซีรี่ย์ญี่ปุ่นและเกาหลีให้กลับมาเป็นของ ITV ได้เหมือนเดิม เนื่องจากไม่ว่าจะเป็นช่อง 7 ช่อง 3 หรือแม้กระทั่งช่อง 9 ต่างก็นำเสนอซีรี่ย์เกาหลีและการ์ตูนญี่ปุ่น รวมไปถึงรายการเพลงสไตล์ J-Pop และ K-Pop ทั้งหลายด้วย (ในขณะที่ ITV ถอดผังซีรี่ย์ออก ซึ่งยังคงไว้แต่การ์ตูนญี่ปุ่น) แต่รายการเหล่านี้ก็ยังไม่โดนใจวัยโจ๋เท่าที่ควร แต่ก็สามารถดึงกลุ่มเป้าหมายของ ITV ไปได้มากเท่าที่ควร ดังนั้น ITV ในฐานะแชมป์เก่าคงยอมไม่ได้ที่จะเสียกลุ่มเป้าหมายไป ดังนั้น ITV จึงต้องปรับกลยุทธ์ใหม่ด้วยการนำเอา ITV ASIAN SERIES กลับมา เพื่อกลับมาเป็นสถานีโทรทัศน์ยอดฮิตของชาว J-Pop และ K-Pop ต่อไป (หลังจากที่ถูกประณามมาร่วม 10 เดือน)
และเมื่อไม่นานมานี้ ช่อง 7 ก็ได้ตอกย้ำกระแสความแรงของ K-Pop ด้วยการนำเสนอซีรี่ย์เกาหลี เรื่อง Full House : สะดุดรัก…ที่พักใจ ซึ่งสร้างจากการ์ตูนยอดนิยมของ Won Soo Yeon นำแสดงโดย Bi (Rain) และ Song Hye Kyo มีบางส่วนของภาพยนตร์ซีรีส์เรื่องนี้ใช้ประเทศไทยเป็นสถานที่ถ่ายทำ เมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2548 ที่ผ่านมา ซึ่งกระแสความแรงของซีรี่ย์เรื่องนี้ทำให้บริษัทที่ขาย VCD รวมไปถึงสำนักพิมพ์ที่พิมพ์หนังสือเล่มนี้ออกมาขายพลอยได้รับอานิสงค์ไปด้วย อีกทั้งยังเป็นการปลุกกระแสของหนังซีรี่ย์ K-Pop ที่กำลังเงียบเหงาให้กลับมาคึกคักอีกด้วยดังนั้น จากตัวอย่างข้างต้น แม้แต่สถานีโทรทัศน์ยังพ่ายแพ้ต่อกระแสความแรงของ J-Pop และ K-Pop ซึ่งหลาย ๆ สถานีต่างก็ได้นำเสนอรายการโทรทัศน์ที่เกี่ยวกับ J-Pop และ K-Pop ไม่ว่าจะเป็นช่อง 3, 7 และ ช่อง 9 รวมทั้ง ITV ก็ได้ประกาศต้อนรับปีใหม่ของปี 2548 ด้วย ITV ASIAN SERIES ซึ่งทนกระแสความเรียกร้องของสาวกชาว J-Pop และ K-Pop ไม่ไหว อีกทั้งยังเพื่อจะหวังเพิ่มเรตติ้งให้กระฉูดอย่างที่เคยกระฉูดเมื่อปี 2547 จะกระฉูดหรือไม่กระฉูดนั้น ขึ้นอยู่กับรายการ J-Pop และ K-Pop นั้นจะโดนใจวัยโจ๋หรือไม่ ก็ต้องลองดูกันต่อไป
ต้องยอมรับจริง ๆ ว่ากระแส J-Pop และ K-Pop ในหมู่วัยรุ่นไทยนั้นแรงจริง ๆ ซึ่งจะเห็นได้จากกลยุทธ์การตลาดของสินค้าและบริการจากตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้นและอีกหลาย ๆ บริษัท ถูกวางคอนเซ็ปต์ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของวัยรุ่นที่ชื่นชอบกระแส J-Pop และ K-Pop ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแฟชั่นการแต่งกาย หรือบทเพลงญี่ปุ่นที่วัยรุ่นไทยชื่นชอบ (แม้จะฟังไม่รู้เรื่องก็ตาม) เพื่อให้สินค้าและบริการของตนได้เข้าไปอยู่ในใจของกลุ่มวัยรุ่นสไตล์ J-Pop และ K-Pop ซึ่งมีคำเปรียบเปรยของ บิลล์ ไรท์ ซึ่งเป็นผู้บริหารของ Toy Kingdom ใน Time ว่า “ถ้าคุณเอาโปเกมอนไปขายคู่กับผักกะหล่ำ ขอให้เชื่อเถอะว่าผักกะหล่ำก็จะขายหมดเกลี้ยง” เนื่องจากในหลาย ๆ ประเทศ ทั้งเม็กซิโก แคนาดา และในยุโรป เด็ก ๆ และวัยรุ่นต่างก็คลั่งไคล้โปเกมอน จากหนังเรื่อง Pogamon : The First Movie และเกม online ของโปเกมอน ในทำนองเดียวกันกับที่บิลล์ ไรท์กล่าว นักการตลาดไทยก็คิดว่า ถ้านำสินค้าและบริการไปอิงกับกระแส J-Pop และ K-Popเมื่อใด เมื่อนั้นสินค้าและบริการก็จะขายได้แน่นอน
Note
ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด และเป็นสิ่งที่ผู้เขียนกำลังเป็นห่วงคือ ระบบ “วัตถุนิยม” และ “พฤติกรรมชอบความรุนแรง” ที่แฝงมาความแรงของกระแส J-Pop และ K-Pop ซึ่งหากวัยรุ่นไทยไม่ใช้วิจารณญาณก่อนที่จะรับเอากระแส J-Pop และ K-Pop และเลือกที่จะรับและซึมซับวัฒนธรรม “วัตถุนิยม” และ “พฤติกรรมชอบความรุนแรง” เข้ามามากเกินไปโดยไม่ยั้งคิด อะไรจะเกิดขึ้นกับสังคมไทยในอนาคตล่ะจ๊ะ ทีนี้ ?